จอประสาทตาเสื่อม โรคร้ายแรงที่สามารถรักษาได้

ตา จัดเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตมนุษย์ เพราะเมื่อใดที่สูญเสียหรือเสื่อมสภาพลงไป ก็จะก่อให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตตามมา ซึ่งการที่คนเราจะเห็นภาพอะไรได้ชัดเจนนั้น เป็นเพราะการที่เรามองสิ่งต่างๆ และสามารถเดินทางเข้าไปสู่ในลูกตา โดยต้องผ่านส่วนต่างๆ ของดวงตา คือ กระจกตาและเลนส์แก้วตา และไปตกอยู่ที่จอประสาท ซึ่งเป็นผนังตาชั้นในที่มีเซลล์สำคัญอยู่เป็นจำนวนมาก ที่จะส่งผลไปสู่เส้นประสาทตา และนำไปสู่สมอง ทำให้คนเราสามารถมองเห็นได้ และทำกิจกรรมต่างๆ ได้  เช่นการอ่านหนังสือ ดูหนัง ขับรถ หรือแม้แต่การพบปะผู้คน ทักทายผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งในส่วนกลางรับภาพของจองประสาทตาเรียกว่า macula เป็นหนึ่งจุดที่มีความสำคัญมากที่สุด ถ้าเกิดเสื่อมสภาพลง จะทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดเจน เหมือนมีจุดดำเข้ามาแทรกในการมองเห็น มองภาพบิดเบี้ยวไปจากที่เคย ก่อให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นของภาพระยะใกล้หรือระยะไกลไป จนดำเนินชีวิตได้ลำบากขึ้น ซึ่งในการรักษาจอประสาทตาเสื่อม จะมีรูปแบบการรักษาถึง 2 วิธี ดังนี้ 1.การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ ในการเป็นโรคจอประสารทตาเสื่อมแบบเปียก จะสามารถเข้ารักษาได้ด้วยวิธีการฉายแสงเลเซอร์ จะทำหน้าที่ในการยับยั้งหรือช่วยชะลอเส้นเลือดที่ผิดปกติ ที่ทำให้มีเลือดออกในจอประสาทตา โดยการฉายเลเซอร์ไปตรงบริเวณที่มีพยาธิสภาพอยู่ ซึ่งในการรักษาวิธีนี้อาจจะไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยหายขาดได้ แต่จะเป็นการรักษาให้การมองเห็นไม่แย่กว่าที่เคย และคงสภาพการมองเห็นแบบนี้ต่อไปไม่ให้แย่ลงไปอีก ซึ่งในปัจจุบันการรักษาด้วยแสงเลเซอร์มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ Laser Photocoagulation เป็นการฉายเลเซอร์ที่ก่อให้เกิดความร้อน ที่จะสามารถเข้าไปยับยั้งการลุกลามของเส้นเลือดผิดปกติภายใต้จอประสาทตาได้ Photodynamic therapy เป็นการรักษาที่ประกอบไปด้วยการฉีดยาเข้าไปทางเส้นเลือดให้ไหลไปตามกระแสเลือด และทำหน้าที่ในการจับตัวเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างผิดปกติบริเวณผนังจอประสาทตา จากนั้นจึงทำการฉายเลเซอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดความร้อนไปยังจุดที่ต้องการรักษา 2.การรักษาแบบผ่าตัด เป็นการผ่าตัดน้ำวุ้นตา , จอประสาทตา เพื่อเป็นการทำลายเส้นเลือดที่ผิดปกติภายใต้ผนังจอประสาทตา รวมทั้งแก้ไขปัญหาแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากโรค เช่น ภาวะเลือดออกใต้จอประสาทตา ถึงแม้ว่าการผ่าตัดจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ก็มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย เพราะหลังการรักษาจะทำให้มองเห็นลดลง ซึ่งที่มาของข้อมูลดีๆ เหล่านี้ มาจากเว็บไซต์ http://www.sbobetonline24.com

คุณคิดว่าโรคความดันโลหิตสูงนั้นเป็นเช่นไร

  โรคความดันโลหิตสูงนั้นบางคนอาจจะเป็นโดยไม่ทันตั้งตัวเพราะผู้ป่วยส่วนมากนั้นไม่ตรวจสุขภาพตนเองอยู่สม่ำเสมอจนทำเป็นเกิดโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่ทันตั้งตัวความดันโลหิตนั้นเป็นเรื่องปกติที่ร่างกายมนุษย์ทุกคนต้องมีเพราะความดันโลหิตนั้นจะช่วยในการให้เลือดนั้นไปหล่อเลี้ยงอวัยวะของส่วนต่างๆ ในร่างกายซึ่งมนุษย์นั้นต้องรักษาสุขภาพให้ดีออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอเพื่อรักษาความดันโลหิตให้ตรงตามเกณฑ์อย่างปกติ เพราะถ้าไม่รักษาให้ตรงเกณฑ์นั้นจะทำให้ความดันโลหิตสูงเมื่อความดันโลหิตสูงจะก่อให้เกิดอาการหลอดตีบและแข็งซึ่งจะเป็นอันตรายต่อร่างกายอยากรุนแรงและมีโอกาสทำให้เสียชีวิตได้ เพราะความดันโรคหิตนั้นอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้อย่างเช่นโรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจ โรคอัมพาต ซึ่งในโรคพวกนี้โรคหัวใจนั้นจะเป็นอันตรายมากที่สุดเพราะความเสี่ยงในการเสียชีวิตนั้นมีเปอร์เซ็นต์มาก เฉพาะนั้นควรระวังการเสี่ยงที่จะเกิดโรคความดันโลหิตสูง เพราะเมื่อเป็นแล้วอาจเกิดโรคต่างๆ ที่เข้ามาแทรกแทรงจึงทำให้เกิดโรคร้ายแรงก็เป็นได้ ส่วนมากผู้คนมักจะเป็นโดยไม่รู้ตัวเพราะโรคความดันโลหิตสูงนั้นจะไม่มีอาการใดๆ ทั้งสิ้นเพราะร่างกายของมนุษย์เรานั้นมีการปรับตัวอยู่ตลอดซึ่งอาจทำให้เกิดหัวใจวายฉลับพลันและกล้ามเนื้อหัวใจหาดเลือด ไตวายและอาจทำให้ตามัวมองอะไรไม่ค่อยเห็น ซึ่งควรระวังอย่างมากควรพบแพทย์ทุกๆ 2 ปี เพื่อทำการตรวจร่างกายซึ่งโรคความดันโลหิตสูงนั้นถือว่าเป็นโรคที่น่ากลัวเป็นอย่างมากเพราะโรคที่มักจะเกิดตามมานั้นมีแต่โรคที่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ เมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วควรป้องการอย่างไร 1.ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอและดูแลสุขภาพให้ดีอยู่ตลอด 2.ควรปรึกษาแพทย์ฟังคำแนะนำและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 3.ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคความดันในโลหิตสูง

โรคเก๊าท์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้วมีวิธีรักษาอย่างไร

ซึ่งโรคเก๊าท์นั้นเป็นโรคทั่วไปมักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงวัยเป็นอาการที่ปวดตามข้อต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์บางรายอาจถึงขั้นขยับไปไหนไม่ได้เพราะโรคเก๊าท์นั้นถ้าอาการกำเริบจะทำให้ปวดตามข้อต่าง ๆ อย่างรุนแรง โรคเก๊าท์นั้นเป็นอาการที่ผิดปกติของร่างกายมนุษย์เกิดจากการกินดีอยู่ดีเกินไปจึงทำให้ไม่ออกกำลังกาย จนทำให้การก่อโรคเก๊าท์สะสมมาก ๆ และเกิดกำเริบออกมาจนทำให้ปวดอย่างทรมานเมื่อเป็นเก๊าท์แล้วไม่สามารถรับประทานสัตว์ปีกได้เพราะจะทำอาการกำเริบซึ่งจะทำให้ปวดตามข้อไปต่างร่างกายอย่างรุนแรงแต่โรคเก๊าท์นั้นปัจจุบันมียารักษาแล้วแต่ก็ไม่ทำให้อาการปวดนั้นหายขาดเพียงช่วยบรรเทาอาการปวดตามข้อเท่านั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์นั้นควรระวังเรื่องอาหารการกินในชีวิตประจำวันให้ดีไม่ควรฝืนทานอาหารที่ทำให้โรคเก๊าท์นั้นกำเริบควรปรึกษาแพทย์บ่อยตามสมควรแล้วปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดเพราะเมื่ออาการกำเริบแล้วผู้ป่วยบางรายอาจทนอาการปวดไม่ไหวเพราะอาการปวดข้อตามร่างกายอาจทำให้เดินไม่ได้จนกว่าอาการจะบรรเทาหรือมีอาการปวดน้อยลงถึงเดินได้ตามปกติซึ่งอาการนี้ถ้าเกิดกับผู้สูงอายุจะเป็นเรื่องที่ลำบากมากเพราะปกติแล้วผู้สูงอายุเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิตประจำวันก็ถดถอยลงไม่เหมือนกับวัยรุ่นที่เรี่ยวแรงมีมากนักจึงทำให้ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ที่สูงวัยนั้นลำบากกับโรคเก๊าท์มากเมื่อได้เป็นแล้วซึ่งอาการของโรคเก๊าท์นั้นจะมีอาการปวดตามข้อและบวมหรือแดงและช้ำซึ่งมีอาการเจ็บปวดทรมานมาก ซึ่งอาการนั้นร้ายแรงถึงขั้นต้องพักผ่อนเป็นอาทิตย์ผู้ป่วยบางรายอาจใช้ระยะเวลาเป็นปี กว่าจะหายเพราะอาการนี้ไม่หายขาดจะเป็น ๆ หาย ๆ โดยผู้สูงอายุควรมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด ตอนที่อาการกำเริบนั้นจะมีอาการมีปวดข้อเท้า หัวเข่า หรือมีโอกาสทำให้เป็นนิ่วก็ได้ โรคเก๊าท์มีการรักษาอย่างไร เมื่อเป็นโรคเก๊าท์แล้วโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดนั้นมีเปอร์เซ็นต์น้อยมากผู้ป่วยส่วนมากต้องได้รับการรักษาตลอดชีวิต และโรคเก๊าท์นั้นเกิดจากพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเป็นแล้วควรปรึกษาแพทย์แล้วทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

คุณคิดว่าโรคไข้ป่า มาลาเรีย ร้ายแรงแค่ไหน

โรคไข้ป่านั้นหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มาลาเรีย เป็นไข้หวัดที่มีสัตว์นำพาหะหลักคือ ยุง ในป่าทั่วไปซึ่งจะเกิดขึ้นในผู้คนที่อาศัยอยู่ในป่าลึกและผู้คนที่ชอบเดินป่าเป็นส่วนใหญ่ซึ่งโรคนี้ร้ายแรงมากโดยที่ไข้ป่านั้น จะมีอาการไข้จับสั่น อุณหภูมิในร่างกายนั้นจะร้อน ๆ เย็น ๆ ซึ่งต้องได้รับการตรวจจากแพทย์อย่างเร่งด่วนเพราะโรคไข้ป่านั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเพราะไข้ป่านั้นเป็นโรคติดต่อได้ง่ายมากและเป็นเชื้อที่รุนแรงเชื้อหนึ่ง ไข้ป่าหรือมาลาเรียนั้นเรียกได้อีกชื่อหนึ่งในภาษาวิทยาศาสตร์ว่า พลาสโมเดียม โดยนักวิทยาศาสตร์ได้วิจัยมาว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีเซลล์เดียวซึ่งมีลักษณะลำตัวเล็กมาก ไม่สามารถดูได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้เครื่องอุปกรณ์ในการดูโดยใช้กล้องจุลทรรศน์เท่านั้นถึงจะสังเกตเห็นได้ โดยเชื้อมาลาเรียนั้นจะอาศัยอยู่ในเฉพาะเลือดแดง แต่พอแตกออกเชื้อนั้นจะกระจายตัวเป็นตัวเล็กๆ ซึ่งเมื่อมีการแตกตัวแล้วจะมีเชื้อมาลาเรียถึง 10 – 20 ตัว และทำการเพาะเชื้ออย่างไม่มีสิ้นสุดถ้าไม่ได้รับการรักษาอาการนั้นจะแย่มากแล้วทำให้อาการป่วยนั้นหนักมากบางรายนั้นได้ป่วยจนมีอาการหนักมากจนทำให้เสียชีวิตก็เป็นได้ซึ่งอาการโดยพื้นฐานนั้นจะมีอาการ ไข้จับสั่น โดยทั่วไป ปัจจุบันยังมีคนล้มป่วยด้วยโรคไข้ป่าหรือโรคมาลาเรีย กันค่อนข้างเยอะแต่ในปัจจุบันนั้นได้มียารักษาจึงไม่เป็นอันตรายมากนักเมื่อได้รับการรักษาไปแล้ว โดยเชื้อตัวมาลาเรียภายในประเทศไทยนั้นได้มีการแบ่งออก ซึ่งแบ่งออกได้ 2 ชนิด 1.เชื้อมาลาเรียไวแรกซ์หรือพลาสโมเดียม ไวแวกซ์ ซึ่งเชื้อมาลาเรียตัวนี้จะออกมาจากตับ ในทุกๆ 2 เดือน แล้วกระจายไปในเม็ดเลือดแดง จึงทำให้มีอาการเป็นไข้ เป็น ๆ หาย ๆ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าไข้กลับ ซึ่งเชื้อตัวนี้ความรุนแรงนั้นไม่มากนักเมื่อได้ทำการรักษาแล้ว 2.เชื้อมาลาเรียฟาลชิฟาร์ม ซึ่งเชื้อมาลาเรียตัวนี้มีความรุนแรงถึงชีวิต เพราะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อน ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการเฉียบพลันขั้นรุนแรง แต่เชื้อมาลาเรียตัวนี้เมื่อได้รับการรักษาแล้วก็จะหายขาด แต่ยังมีปัญหากันอยู่เรื่องเชื้อมาลาเรียตัวนี้ มักจะดื้อยาที่ใช้รักษาโรคมาลาเรียทั่วไป

โรคไข้หวัดมรณะมีความรุนแรงต่อร่างกายจริงหรือไม่

  โรคไข้หวัดมรณะนั้นเป็นไข้หวัดที่ไม่ต่างจากไข้หวัดทั่วไปจึงสักเกตุได้ยากในระยะแรกๆที่ยังไม่รุนแรงนักแต่ไข้หวัดมรณะนั้นจริงๆ แล้วเป็นไข้หวัดที่รุนแรงประเภทหนึ่งโดยจะมีไข้ขึ้นสูงมากตัวร้อนแล้วมีอาการหนาวสั่นปวดข้อตามตัวซึ่งอาการนี้สังเกตได้ยากควรปรึกษาแพทย์โดยด่วนเพราะอาจอันตรายต่อร่างกายได้ผู้ป่วยบางรายนั้นอาจจะไม่มีอาการใดๆหรืออาจจะมีน้อยมากแต่ไม่ควรประมาทควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็คอย่างละเอียดเสียก่อนเพราะโรคไข้หวัดมรณะนั้นจะออกอาการโดยใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน หลังจากนั้นแล้วอาการจะค่อยๆออกมาให้เห็นได้ชัดผู้ป่วยนั้นจะมีอาการเจ็บหน้าอก ไอ และหอบเวลาหายใจ หายใจตื้น ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการพวกนี้แล้วแสดงว่าอาการของผู้ป่วยนั้นเป็นหนักมากอาจรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตได้ถ้าไม่มีคนดูแลอย่างใกล้ชิดหรือได้ทำการรักษาจากแพทย์เพราะไข้หวัดมรณะนั้นผู้คนอาจคิดไม่ถึงได้ว่าโรคไข้หวัดมรณะถ้าอาการหนักมากนั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจโดยด่วนโดยผู้ป่วยจำนวนหนึ่งได้มีอาการหนักแล้วได้ใช้เครื่องหายใจร้อยละ 4 เปอร์เซ็นต์ของประชากรประเทศไทย เชื้อโรคของไข้หวัดมรณะนั้นมีเวลาฟักตัวประมาณ 6-7 วัน โดยสักเกตได้ยากเพราะอาการเริ่มแรกนั้นมีแค่ไข้ปกติซึ่งถ้าต้องการสักเกตว่าเป็นไข้หวัดมรณะหรือป่าวต้องใช้เวลาถึง 14 วันในการตรวจเช็คอย่างละเอียด โรคไข้หวัดมรณะนั้นจะมีไข้ขึ้นสูงตัวร้อนมาก ถึง 38 องศา ซึ่งผิดปกติจากโรคไข้หวัดทั่วไป เมื่อเป็นโรคไข้หวัดมรณะแล้วควรป้องกันอย่างไร 1.ควรพบแพทย์โดยด่วนหรือไม่ก็พักผ่อนอย่างมากและไม่ควรออกไปไหน 2.ไม่ควรดื่มน้ำเย็นควรรับประทานตามแพทย์สั่งทุกประการ 3.ควรใช้ผ้าปิดปากเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อกระจาย 4.ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีผลข้างเคียงทำให้ไข้หวัดมีอาการรุนแรงขึ้น

โรคไข้หวัดใหญ่มีอาการเป็นอย่างไรและอาการหนักแค่ไหน

                โรคไข้หวัดใหญ่ ( influenza ) นั้นเป็นโรคทั่วไปซึ่งส่วนมากในประเทศไทยนั้นมีผู้ป่วยที่ป่วยโรคนี้ค่อนข้างเยอะทีเลยทีเดียว แต่โรคนี้ได้มีการค้นพบวิธีรักษาแล้วจึงไม่ต้องกังวลมากนักแต่ถึงอย่างไรบางคนอาจคิดว่าเป็นไข้ธรรมดาหากไม่ได้รับการรักษานั้นอาการจะหนักมาก ซึ่งอาการนี้เรี่ยวแรงจะไม่มีถึงกับลุกขึ้นเดินเองยังลำบากพอสมควรแล้วยังมีอาการหนาวสั่น มีไข้ขึ้นสูงมาก ปวดกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย และจะมีอาการไอและเจ็บคอ ซึ่งโรคไข้หวัดใหญ่ ( influenza ) ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ( influenza ) ควรได้รับการรักษา หากได้รับการรักษา ใช้เวลาแค่ 4-5 โรคไข้หวัดใหญ่ก็จะหายขาดแต่ถ้าไม่มีการรักษานั้นอาจเป็นเดือนหรืออาจจะไม่หายก็เป็นได้ ซึ่งการแพร่เชื้อของไข้หวัดใหญ่ ( influenza ) นั้น เชื้อจะอยู่ในน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ ของคนที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ( influenza ) เมื่อมีผู้ป่วยโรคนี้ควรใส่ผ้าปิดปากเพื่อลดการแพร่เชื้อ โรคไข้หวัดใหญ่ ( influenza ) นั้นจะมีเวลาในการฟักตัวไม่นานนัก ใช้เวลาแค่ 3-4 วัน เชื้อก็จะฟักตัวทำให้ผู้ป่วยมีอาการหมดแรงและมีอาการไม่ค่อยสบายตัว แล้วมีอาการเวียนศีรษะ บางรายอาจมีอาการเบื่ออาหารหรืออาเจียนได้โรคไข้หวัดใหญ่ ( influenza ) ถ้าเป็นแล้วควรอยู่ใกล้มือแพทย์จะดีที่สุดเพราะถ้ามีโรคแทรกซึมอาจเป็นอันตรายขั้นรุนแรงได้ควรให้แพทย์ตรวจเช็คให้ละเอียดถึงจะปลอดภัย ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ควรชะล่าใจ การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่มีอะไรบ้าง 1.ควรพักผ่อนให้มาก ๆ และไม่ควรใช้แรงในขณะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่อยู่ 2.ไม่ควรออกกำลังกายโดยเด็ดขาดอาจส่งผลร้ายแรงต่อร่างกาย 3.ควรดื่มน้ำอุ่นเยอะ ๆ ห้ามดื่มน้ำเย็นเด็ดขาดและเลือกรับประทานพวกผลไม้ให้มาก ๆ หรือน้ำซุปร้อน ๆ หรือข้าวต้ม 4.ควรมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด

โรคไข้หวัดนกนั้นมีความรุนแรงแค่ไหน

                ในช่วงหนึ่งไข้หวัดนกหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า avian influenza ได้แพร่เชื้อกระจายไปทั่วโลกจนทำให้ผู้เสียชีวิตมีจำนวนมากโรคไข้หวัดนก (avian influenza type A ) นั้นได้เกิดจากสัตว์ปีกโดยเฉพาะไก่และนกที่ติดเชื้อไวรัสหรือเรียกว่าไข้หวัดนก ( avian influenza ) โดยที่ไก่นั้นได้ติดเชื้อแล้วคนที่ดูแลไม่รู้จึงได้ชะล่าใจจึงทำให้ติดเชื้อ เชื้อกระจายในตอนที่ถูกฆ่าหรือผู้รับประทานทำอาหารไม่สุกจึงได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดนก ( avian influenza ) โรคนี้ยังแพร่เชื้อไวรัสได้โดยที่สัมผัสตัวไก่หรือนกหรือสัตว์ปีกที่ติดเชื้อไวรัส ( avian influenza ) อาจทำให้ติดโรคไข้หวัดนกได้ โรคไข้หวัดนกนั้นยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าสามารถแพร่เชื้อไวรัสโดยคนสู่คนได้หรือไม่ ถ้าเกิดเป็นโรคไข้หวัดนกแล้วโอกาสเสียชีวิตนั้นมีเปอร์เซ็นต์สูงมากเพราะแพทย์ที่รักษานั้นมีจำนวนน้อยกว่าผู้ป่วยมาก โดยโรคไข้หวัดนกนั้นเป็นโรคที่เกิดโดยธรรมชาติซึ่งสัตว์ชนิดอื่นนั้นไม่มีโอกาสที่จะติดเชื้อตัวนี้ได้เลยยกเว้นสัตว์ปีกเท่านั้นถึงมีโอกาสติดโรคไข้หวัดนก (avian influenza type A ) ซึ่งอาการเริ่มแรกของไข้หวัดนกนั้น จะมีอาการ ปวดท้อง ท้องร่วง มีไข้ขึ้นสูงและไอ มีอาการแน่นหน้าอก หายใจขัดเหมือนเป็นหอบแล้วมีอาการเหนื่อยง่าย ซึ่งโรคไข้หวัดนกนั้นเป็นอันตรายกับผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อนเช่น โรคหัวใจอาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้ อาจจะมีอาการ ซึม โดยไม่มีสติ ภาวะช็อค และอาจทำให้ ชัก ได้ ซึ่งโรคนี้ถือว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงแล้วระบาดเชื้อโรคได้ไวมาก โดยในปัจจุบันนั้นได้คิดค้นการรักษาได้สำเร็จจึงมีทางรักษาแต่หากเป็นแล้วไม่ได้รับการรักษาจากแพทย์โดยเร็วอาจเสียชีวิตได้ โรคไข้หวัดนกนั้นมีการป้องกันอย่างไร 1.เวลากินไก่ควรดูให้ดีก่อนว่าไก่ที่นำมาทำอาหารสุกดีหรือยังถ้ายังก็ควรรอให้สุกแล้วค่อยรับประทาน 2.ควรล้างมือให้สะอาดก่อนทำอาหารที่มีไก่เป็นส่วนผสม 3.ควรทอดไก่ในอุณหภูมิ 165 ฟาเรนไฮต์ 4.การทานไข่นั้นต้องดูให้ดีก่อนว่าสุกทั้งไข่แดงและไข่ขาว แล้วค่อยรับประทาน 5.ไม่ควรรับประทานอาหารดิบเป็นเด็ดขาด 6.หากพบเห็นสัตว์ปีกที่ตายแล้วควรหลีกห่างอย่าเข้าใกล้

หนองในแท้มีการติดต่ออย่างไร

โรคหนองในแท้นั้นเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยโรคนี้เป็นโรคติดต่อได้จากทางเพศสัมพันธ์ซึ่งโรคนี้พบบ่อยในหมู่วัยรุ่นเพราะส่วนมากวัยรุ่นส่วนมากนั้นไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันเวลามีเพศสัมพันธ์จึงทำให้ติดต่อจากคนสู่อีกคนโรคหนองในแท้นั้นจะมีหนองสีเหลืองไหลออกมาจากอวัยวะเพศตลอดซึ่งจะทำให้ปัสสาวะขัดและมีอาการปวดแสบบางรายนั้นอาจจะไม่มีอาการใด ๆ เลยก็เป็นได้หรือบางรายอาจจะมีอาการหนักถึงอัณฑะบวมถึงขั้นอักเสบเลยก็เป็นได้ซึ่งอาการนี้ต้องตรวจโดยด่วนเพราะโรคหนองในนั้นมี 2 ประเภท ซึ่งมี หนองในเทียม กับ หนองในแท้ ซึ่งหนองในแท้นั้นไม่อันตรายมากนักผู้ป่วยโรคหนองในแท้นั้นเมื่อได้รับการรักษาแล้วใช้ระยะเวลาไม่นานมากก็สามารถหายขาดได้แต่โรคหนองในแท้นั้นยังวนเวียนอยู่ เพราะถ้ามีเพศสัมพันธ์โดยอีกฝ่ายเป็นหนองในแท้แล้วไม่มีเครื่องป้องกันโอกาสเป็นหนองในแท้ก็สูงมาก เพราะวัยรุ่นวัยอายุ 14-18 อยู่ในช่วงอยากรู้อยากลองแล้วอยู่ในวัยคึกคะนองส่วนมากจึงไม่ได้ใช้เครื่องป้องกันอย่างถูกวิธีเลยส่งผลให้เป็นโรคหนองในแท้นั้นเป็นจำนวนมากแล้วเกิดขึ้นอยู่เลื่อย ๆ และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอาส่งผลร้ายแรงต่อร่างกายและอวัยวะเพศ ได้หรืออาจทำให้อวัยวะเพศเน่าได้ถ้าเป็นโรคหนองในแท้นั้นควรปรึกษาแพทย์โดยด่วนแล้วไม่ควรใช้ยาอื่นแก้ขัดโดยเด็ดขาดเพราะอาจส่งผลทำให้อาการลุกลามมากขึ้นก็เป็นได้ วิธีที่ดีที่สุดคือควรปรึกษาแพทย์แล้วให้แพทย์รักษาเพราะโรคนี้ถ้าได้รับการรักษาแล้วอาการเหล่านี้จะหายได้โดยง่ายเพราะถ้าไม่ปรึกษาแพทย์นั้นอาจทำให้มีโรคแทรกซ้อนได้ เช่น อาจทำให้เป็นหมันได้ หรือไม่ก็มีอาการปัสสาวะไม่ออก และ อัณฑะอักเสบ เมื่อเป็นโรคหนองในแท้แล้วควรป้องกันอย่างไร 1.ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์มั่วเพราะอาจทำให้ติดเชื้อจากผู้อื่นได้ง่าย 2.งดมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่เป็นโรคหนองในแท้อยู่ 3.การมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้งควรใช้เครื่องป้องกันทุกครั้ง

อาการของมะเร็งปอดเป็นเช่นไร

        โรคมะเร็งปอดนั้นได้พรากชีวิต ประชากรของประเทศไทยเป็นจำนวนมากและเป็นอันดับต้น ๆ ของมนุษย์ โรคมะเร็งปอดนั้นแต่ก่อนการรักษานั้นเป็นไปได้ยากลำบากนักเพราะเครื่องมือแล้ววัสดุต่าง ๆ ไม่อำนวยจึงทำให้การคิดค้นรักษาโรคมะเร็งปอดนั้นยังรักษาไม่ได้ สมัยก่อนจึงทำให้ผู้เสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งปอดเยอะมากในประเทศไทยจึงได้มีหน่วยแพทย์ได้ทำการคิดค้นการรักษาโรคมะเร็งปอดปัจจุบันโรคมะเร็งปอดนั้นจึงรักษาได้แต่จะรักษาให้หายขาดได้ในมะเร็งปอดระยะต้นเท่านั้น สาเหตุของโรคมะเร็งปอดนั้นเกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ทำงานผิดปกติอย่างรวดเร็วซึ่งถ้าเกิดขึ้นแล้วจะไม่มีอะไรสามารถควบคุมได้ทำให้เซลที่ผิดปกตินั้นมารวมเป็นกลุ่มก้อน และการตรวจสอบนั้นตรวจสอบได้ในต่อเมื่อมะเร็งนั้นมีขนาดใหญ่ ซึ่งเซลพวกนี้จะแพร่อย่างรวดเร็วไปตามร่างกายของมนุษย์ ซึ่งมะเร็งปอดนั้นสามารถพรากชีวิตผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วแล้วแต่ชนิดของมะเร็งนั้นว่ารุนแรงแค่ไหน สาเหตุที่เกิดโรคมะเร็งปอด 1)เกิดจากมลพิษและสารพิษของสิ่งแวดล้อม ในสังคมสมัยนี้ผู้คนที่ไม่สูบบุหรี่บางคนก็มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงเพราะได้สูดดมควันบุหรี่ของคนที่ดูดบุหรี่ทั่วไปซึ่งคนที่สูดดมนั้นมีโอกาสทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดสูงกว่าคนสูบมากและมีสารอีกหลายๆ ชนิดที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดเช่น สารหนูรังสี ก๊าซเรดอน (radon) แอสเบสตอส ( asbestos) และสารเคมีและไอระเหยจากโรงงานต่างๆและฝุ่น 2)สูบบุหรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุต้นๆที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดและมะเร็งอีกหลายๆ ชนิดคนที่สูบบุหรี่นั้นมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเยอะกว่าคนที่ไม่สูบมากถึง 30 เท่า เพราะสารในบุหรี่นั้นมีสารที่ทำลายเซลล์ปอดเพราะสาเหตุนี้เซลล์ปอดนั้นจึงมีการทำงานผิดปกติโดยผู้ที่สูบบุหรี่จัดนั้นเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดมากที่สุด มีวิธีป้องกันโรคมะเร็งปอดอย่างไร 1)มั่นดูแลสุขภาพตนเองอย่างมาก 2)ควรตรวจร่างกายประจำปีอย่างเป็นประจำ 3)หากเป็นสูบหรี่ ก็ควรหยุดสูบอย่างเด็ดเข็ด 4)เมื่อพบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งปอดควรพบแพทย์และทำการรักษาโดยด่วน 5)หลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

โรคกระเพราะเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้วมีวิธีรักษาเช่นไร

               โรคกระเพราะอาหารนั้นจะทำให้ปวดท้องอย่างรุนแรงทำให้ทรมานอย่างมากเพราะมีอาการจุกแน่นท้อง การเกิดโรคกระเพราะอาหารนั้นเกิดจากการที่ทานอาหารไม่ตรงเวลาจึงทำให้ระบบกระเพราะอาหารนั้นทำงานผิดปกติจึงทำให้มีอาการจุกแน่นท้องน้อยและการสูบบุหรี่กับการดื่มสุราก็เป็นหนึ่งสาเหตุก็มีส่วนอย่างมากที่จะทำให้เกิดแผลในกระเพราะอาหารแล้วทำให้แบคทีเรียนั้นเข้าไปในกระเพราะอาหารอาจทำให้เกิดการอักเสบหรือเป็นแผลได้ โรคกระเพราะอาหารนั้นมีหลายประเภทเช่น โรคลำไส้เล็กอักเสบ โรคแผลที่ลำไส้เล็ก โรคกระเพราะอาหารอักเสบ เป็นต้น โดยทั่วไปนั้นโรคกระเพราะอาหารนั้นอาจจะไม่รุนแรงมากเหมือนโรคอื่นๆ แต่มีโอกาสที่จะเกิดอาการรุนแรงได้เช่นกันถ้าไม่ได้รับการรักษาการมือแพทย์ เพราะโรคนี้ส่วนมากจะไม่หายขาดต้องทานยาที่ได้รับจากแพทย์เท่าไหร่เพราะจะมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เพราะฉะนั้นโรคนี้ถึงมีโอกาสที่จะทำให้มีอาการรุนแรงไม่แพ้โรคอื่น ๆ เลยทีเดียว อาการของโรคกระเพราะอาหารนั้นมีดังนี้ 1.จะมีอาการปวดท้องอย่างมาก ซึ่งจะมีอาการปวดมากขึ้นหลังจากได้รับประทานอาหารไปแล้ว ซึ่งอาหารมีรสเผ็ดจัดนั้นจะมีทำให้อาการปวดท้องรุนแรงขึ้นอย่างมาก 2.ซึ่งมีผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพราะบางรายอาจจะไม่มีอาการปวดท้องแต่จะเกิดอาการแน่นท้องแทน ในบริเวณกลางท้องรอบสะดือหรือบริเวณที่ใต้ลิ้นปี่ 3.จะมีอาการปวดตอนกลางดึกซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นหลังจากหลับไปแล้ว 4.ถ้าปล่อยให้ท้องว่างนั้นจะมีอาการปวดจุกแน่นท้องอย่างรุนแรงโดยเฉพาะจะเป็นบริเวณใต้ลิ้นปี่จะมีอาการปวดอย่างมาก วิธีรักษามีอะไรบ้าง 1.ควรจะงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาดแล้วควรงดสูบบุหรี่ในขณะเป็นโรคกระเพาะ 2.ควรพักผ่อนให้เพียงพอ จะทำให้อาการผ่อนคลายลง 3.หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ย่อยยากเมื่ออาการโรคกระเพาะกำเริบ 4.ควรรับประทานหลาย ๆ มื้อ แต่ควรรับประทานน้อย ๆ ต่อมื้อ 5.งดใช้ยาโรคข้อกระดูกอักเสบอย่างเด็ดขาดเพราะอาจจะทำให้อาการรุนแรงขึ้นไปอีก